การเลี้ยงเด็ก – วิธีเลี้ยงเด็กแรกเกิด

วิธีเลี้ยงเด็กแรกเกิด

การเลี้ยงเด็ก

การเลี้ยงเด็ก – วิธีเลี้ยงเด็กแรกเกิด

วันนี้ทางเว็บไซต์ของเราของได้เปิดให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงต่างๆ ด้วยการสนับสนุนของเว็บไซต์ พนันบอลออนไลน์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ รับพนันบอล ที่ให้การสนับสนุนเราด้านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ครบครันถ้าใครต้องการเข้าไป พนันบอล ซึ่งเป็นเว็บไซต์ แทงบอลวันนี้ ของคนไทยที่มีคนเข้ามากที่สุดและให้บริการดีที่สุดในประเทศไทย

การกินและนอนเป็นสองสิ่งที่สำคัญต่อลูกน้อยทารก คุณแม่มือใหม่ที่พึ่งมีลูกคนแรกคงต้องศึกษาวิธีเลี้ยงเด็กแรกเกิดกัน ไว้ล่วงหน้ากันเลยทีเดียว ถึงแม้การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่ายแต่รับรองว่าคุณต้องมีความสุขที่ได้อยู่ ใกล้ชิดลูกของคุณแน่นอนคะ วันนี้เราเลยมาแนะนำวิธีเลี้ยงเด็กแรกเกิดเพื่อให้คุณพ่อหรือคุณแม่ได้เตรียมพร้อมกันคะ

1. อาบน้ำเด็กทารกด้วยน้ำอุ่น ควรอาบเสร็จภายใน 5-7นาที ในที่ลมไม่โกรก อาบวันละ 2 ครั้ง และสระผมวันละครั้ง ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นม

2.เมื่อทารกถ่ายอุจาจาระหรือปัสสาวะควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้ง ถ้าปล่อยไว้นานทารกจะตัวเย็น

3.การถ่ายอุจจาระ ทารกที่กินนมแม่จะถ่ายบ่อย มีสีเหลือง จะมีเม็ดเล็กๆคล้ายเม็ดมะเขือ เพราะนมแม่ย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง การทำความสะอาดก้น เช็ดด้วยสำลีชุบน้ำสะอาด เช็ดจากบนลงล่าง ห้ามเช็ดกลับไปกลับมา

4.สะดือเด็กทารกจะหลุดภายใน 7 – 14 วัน ดูแลให้โคนสะดือ และสะดือ แห้ง เสมอ เช็ดด้วยไม้พันสำลีชุบแอลกอฮอล์ วันละ 3 ครั้ง เมื่อสะดือใกล้จะหลุดจะมีเลือดออก ห้ามใช้แป้งและยาโรยสะดือ

5.ให้ลูกดูดนมแม่ทุก 2 ชั่วโมง ไม่ต้องให้น้ำตาม เพราะนมแม่มีน้ำเพียงพอ

6.การทำความสะอาดเสื้อ ผ้าอ้อม ซักด้วยสบู่เด็ก หรือน้ำยาซักผ้าเด็ก ควรแยกซักจากของผู้ใหญ่

7.เมื่ออาบน้ำให้เด็กทารกเสร็จแล้ว รีบซับน้ำให้แห้งทันทีแล้วให้ความอบอุ่นโดยใส่เสื้อผ้า การแต่งตัวควรให้หลวมพอที่ทารกจะเคลื่อนไหวได้สะดวก

8.ควรให้ทารกได้รับอากาศบริสุทธิ์ โดยเปิดหน้าต่างให้อากาศเข้าสะดวก นำออกมานอกห้องหรือบริเวณสนามถ้าอากาศไม่ร้อนจัด อย่าให้แสงแดดส่องเข้าตาทารกโดยตรง

9.อย่ารบกวนทารกโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเวลานอนหลับ อย่าให้คนอื่นหรือผู้เยี่ยมเยียนใกล้ชิดกับเด็ก จะทำให้ติดโรคง่าย อย่าจูบเด็กถ้าเด็กเป็นหวัดหรือไม่สบาย

 

หลักสำคัญสำหรับวิธีเลี้ยงเด็กแรกเกิดคือ ความอบอุ่นและความรัก ดังนั้นผู้ที่ดูแลทารกได้ดีที่สุดจึงเป็นคุณพ่อและคุณแม่ จะเห็นได้ว่าทารกที่เจริญเติบโตแข็งแรงและมีจิตใจปกติ มักเป็นเด็กที่คุณพ่อและคุณแม่เลี้ยงดูด้วยตนเองทั้งสิ้น ถ้าได้รับน้ำนมคุณแม่ด้วย ก็จะยิ่งทำให้ทารกมีพลานามัยสมบูรณ์สูงสุด

สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณทางเว็บไซต์  แทงบอลสเต็ป นี้ที่ทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถูกต้องและรวดเร็วให้กับทุกท่านส่วนใครที่ต้องการเข้าไป พนันบอล ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการเว็บไซต์ที่ให้การสนับสนุนเรา…..ขอบคุณที่ใช้บริการครับ ^-^

ผีแดงทำถูกแล้ว อดีตแข้งกองหลังบอกมา

ผีแดงทำถูกแล้ว อดีตแข้งกองหลังบอกมา

เดวิด เมย์ ชื่อ คล้าย มอยส์ ซะด้วยนะเนี่ย อดีตกองหลัง ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาหนุนหลังผีที่ได้ปลดมอยส์ออกจากตำแหน่ง พ่อทัพเป็นที่เรียบร้อย ชี้ชัดทำถูกต้อง คุมทีมทำผลงานไม่ได้เรื่องพูดกันตรงๆ ทำให้ทีมตกต่ำและไม่สามารถที่จะดึงฟอร์ม เก่าที่ก่อนหน้านี้ตอน ป๋าคุมทีมซึ่ง เป็นนักเตะชุดเดียวกัน แต่ความสามารถของ ผู้คุมทัพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงผลบอล

เดวิด เมย์ อดีตตำนานกองหลัง เซ็นเตอร์แบ็ก ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาเสริมและหนุน ปีศาจผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับ 7 ของตารางพรีเมียร์ ลีก เรียกง่ายๆว่าใครอยากให้ทีมอยู่อันดับที่ 7 อย่างแน่นอนก็ต้องเรียก มอยส์ เข้าไปคุมทีมเพราะมั่นใจได้เลยว่า ทีมไหนที่ได้เขาไปคุมทีมนั้นต้องอยู่กลางตารางอย่างแน่นอน แม้ว่า มอยส์ จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โคตรกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปีที่แล้วนั้น แต่ได้ทำผลงานที่ย่ำแย่มากในรอบ 10-20 ปี ทำลายทุก สถิติที่ ป๋าเคยทำมาในอดีต ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นรั้งตำแหน่ง 7 ในตาราง พรีเมียร์ ลีก แถมยังพลาด โควต้า ลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1995 เรียกได้ว่าทำลายสถิติอย่างมากที่พาทีมชันนำและอดีตแชมป์ ผลบอลตกต่ำได้ขนาดนี้ เดวิด เมย์บอกว่า แมยู นั้นคิดถูกแล้วที่แยกทางกับมอยส์ ได้ ไม่ทนให้อยู่เหมือน ท็อฟฟี่ ที่พอ มอยส์ ออกมานั้นทำให้ทีม ท็อฟฟี่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สโมสรจะต้องเสียเงินราวๆ 50 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2750 ล้านบาท และหากช่วง 12 เดือนข้างหน้าที่ไม่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีก ถ้าพสกเขาให้เงินมอยส์ ซื้อนักเตะก็จะเป็นเงินราวๆ 150 ล้านฟอนด์ หรือประ 8250 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่มหาศาล และก็มาสามารถที่จะรับประกันได้ว่าทีมจะกลับมาเป็นที่หนึ่งได่หรือไม่ สโมสรได้ทำหน้าที่ที่ถูกต้องแล้ว มัรนเป็นเรื่องของผลงาน ถ้าหากว่าทำได้ดีนั้น คงไม่ต้องโดนไล่ออกและรั้งอันดับ 7 อยู่แบบนี้

แก้วต่อไป เลือกนมแบบไหนให้ลูกดีนะ sbothai

เด็กดื่มนม

นมแม่

         รู้หรือไม่ว่าในน้ำนมแม่ยังคงมีสารอาหาร สารภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ และสารที่ช่วยพัฒนาสมองอยู่อย่างครบถ้วน แม้เมื่อเด็ก ๆ เข้าขวบปีที่สอง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการดีอย่างมากหากคุณแม่จะยังคงให้เด็ก ๆ ได้ดื่มนมแม่นานที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันโรค เสริมภูมิคุ้มกัน สร้างเสริมพัฒนาการและความอบอุ่นผูกพันระหว่างแม่กับลูกแล้ว การให้ลูกดื่มนมแม่ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกเยอะเลยทีเดียวsbothai

 นมผงดัดแปลงสำหรับทารก (Infant formula)

         เป็นนมผงดัดแปลงจากนมวัวหรือนมแพะให้มีส่วนประกอบและสารอาหารต่าง ๆ ใกล้เคียงนมแม่มากที่สุด เหมาะสำหรับทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปี มีวางจำหน่าย 2 ชนิด คือ ชนิดปกติ ที่มีการปรับปรุงสารอาหารพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทารกให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) และชนิดพิเศษ ที่จะมีการเติมสารอาหารมากกว่าชนิดปกติเพื่อเลียนแบบให้ใกล้เคียงนมแม่มากที่สุด เช่น เติมทอรีน, ลูทีน, ใยอาหาร, DHA, ARA เป็นต้น ซึ่งนมชนิดพิเศษนี้จะมีราคาสูงกว่าชนิดปกติอยู่พอสมควรsbothai

 นมผงดัดแปลงสูตรต่อเนื่อง (Follow-up formula)

         นมผงประเภทนี้ถูกดัดแปลงมาจากนมวัวหรือนมแพะเช่นเดียวกับนมผงดัดแปลงสำหรับทารก แต่จะดัดแปลงไม่มากเท่า ดังนั้นปริมาณสารอาหารที่เด็ก ๆ จะได้รับจึงอยู่ระหว่างนมผงสูตรดัดแปลงสำหรับทารก กับนมวัวหรือนมแพะสด เหมาะสำหรับทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 3 ปี นมผงประเภทนี้ถูกผลิตออกเป็น 2 ชนิดเช่นเดียวกับนมผงดัดแปลงสำหรับทารก คือ ชนิดปกติ และชนิดพิเศษ ส่วนคุณแม่จะเลือกสูตรไหนก็ขึ้นอยู่กับความพอใจและกำลังเงินที่มีในกระเป๋า

 นมผงครบส่วน (Powered whole milk)

         เป็นการนำนมวัวหรือนมแพะสดมาผ่านกระบวนการทำให้น้ำระเหยออกด้วยวิธีต่าง ๆ จนเป็นผง และมีความขึ้นไม่เกินร้อยละ 5 บางผู้ผลิตอาจมีการเติมสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าไป เพื่อให้เป็นนมชนิดพิเศษ นมผงประเภทนี้เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปี จะทำให้ไตทำงานหนัก และมีโอกาสแพ้โปรตีนนมวัวได้สูง เนื่องจากคุณค่าทางอาหารจากนมประเภทนี้จะเหมือนกับนมวัวและนมแพะสดsbothai

 นมสด

         นมที่ได้มาจากนมวัว นมแพะ หรือนมสัตว์ชนิดอื่นโดยผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน และไม่ผ่านการแปรรูปหรือแต่งเติมใด ๆ โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

         นมพาสเจอไรซ์ คือ นมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนค่อนข้างต่ำ สามารถเก็บได้ประมาณ 3-7 วัน และควรเก็บในตู้เย็น หรือที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส

         นมสเตอริไลซ์ คือ นมที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส และใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงทำให้นมประเภทนี้ อาจมีกลิ่นไหม้นิด ๆ มักบรรจุในกระป๋องสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้องนานถึง 1 ปี ทั้งนี้ หากกระป๋องที่บรรจุมีสนิมหรือมีรอยบุบก็อาจส่งผลให้เก็บรักษาได้ไม่นาน

         นม UHT คือ นมที่ใช้ความร้อนในการฆ่าเชื้อสูงมาก แต่ใช้เวลาเพียงไม่นาน จึงทำให้น้ำนมยังมีกลิ่นและรสชาติที่ดี อีกทั้งยังสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้องนานถึง 6 เดือน

 นมปรุงแต่ง

         คือนมที่เพิ่มการแต่งกลิ่น สี และรสชาติให้หลากหลาย เช่น นมรสหวาน ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ กล้วย กาแฟ เป็นต้น มีปริมาณน้ำตาลและพลังงานค่อนข้างสูง สำหรับเด็ก ๆ แนะนำให้ดื่มนมรสจืดจะดีกว่า เพราะหากเริ่มด้วยนมรสหวานหรือนมปรุงแต่งรสอื่น ๆ แล้ว อาจส่งผลให้กลายเป็นเด็กติดหวาน รวมทั้งอาจทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลและไขมันในร่างกายมากเกินความต้องการได้

 นมพร่องมันเนย / นมขาดมันเนย

         นมประเภทนี้ส่วนใหญ่จะออกมาในรูปแบบของนมจืด สำหรับนมพร่องมันเนยจะผ่านกระบวนการดึงไขมันออกไปบางส่วน ในขณะที่นมขาดมันเนย จะถูกแยกไขมันออกไปเกือบทั้งหมด นมทั้งสองประเภทนี้จะให้พลังงานต่ำ มีวิตามินและแร่ธาตุต่ำ โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายในไขมัน อย่างวิตามินเอ ดี อี เค ก็จะหายไปด้วย ดังนั้นจึงเหมาะสมสำหรับผู้บริโภคที่มีน้ำหนักเกิน หรือไขมันสูง แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำ 2 ปี

 นมเปรี้ยว

         สามารถแยกได้เป็นนมเปรี้ยวแท้และนมเปรี้ยวเทียม

         นมเปรี้ยวแท้ คือ นมสดที่ผ่านการพาสเจอไรซ์และหมักด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จนกระทั่งนมเกิดรสเปรี้ยวและมีความเป็นกรดขึ้น คุณค่าทางอาหารอาจไม่เท่านมสด แต่จุลินทรีย์ที่เติมเข้าไปสามารถช่วยในเรื่องท้องผูก ท้องอืด และท้องเสียได้ ควรเก็บรักษาในตู้เย็น

         นมเปรี้ยวเทียม คือ นมที่ผ่านการสเตอริไลซ์ฆ่าเชื้อทุกประเภท โดยมีการเติมกรดหรือน้ำผลไม้แทน ไม่มีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ในการหมัก จึงทำให้ผู้บริโภคได้ปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการจากนมสดได้ไม่เต็มที่เนื่องจากมีส่วนผสมจากน้ำตาลและน้ำผลไม้เพิ่มเข้ามา

 นมถั่วเหลือง

         นมที่ทำมาจากถั่วเหลืองจะมีโปรตีนสูง แต่มีวิตามินและแร่ธาตุน้อยกว่า นมที่ได้จากสัตว์ โดยเฉพาะแคลเซียมบางประเภทอาจมีการเติมน้ำตาลและสารอาหารต่าง ๆ เพิ่มเข้าไป เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเด็ก ๆ รวมถึงเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัว

นมผง

ข้อควรรู้ก่อนเลือกนมให้ลูกรัก

          เลือกนมที่เหมาะสำหรับช่วงอายุของลูก โดยอ่านจากฉลากข้างภาชนะให้ละเอียด รวมทั้งต้องมีตราประทับรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

          การเริ่มให้นมผสม ควรเลือกซื้อกระป๋องเล็กก่อน เพราะหากซื้อกระป๋องใหญ่แล้วเปิดทิ้งไว้นานเกินไปอาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคในนมได้

          หลีกเลี่ยงการใช้นมผงหรือนมสดที่มีการแต่งเติมและเพิ่มความหวานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เติมน้ำตาล น้ำผึ้ง ไขมัน ช็อกโกแลต เป็นต้น

          กรณีที่ลูกมีโรคหรือมีอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน แพ้ โปรตีน ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษากับคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำในการเลือกนมให้เหมาะกับลูก

         ท้ายสุดนี้ แม้ว่านมจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญชนิดหนึ่งสำหรับเด็ก ๆ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมว่าเด็กในช่วงวัยนี้ยังต้องการสารอาหารอื่น ๆ เพื่อมาพัฒนาและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็ก ๆ ควรกินอาหารหลักให้พอเหมาะพอดีทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการ

โรคลิ้นหัวใจรั่วในเด็กsbobet

01_107

โรคลิ้นหัวใจรั่วในเด็ก (รักลูก)

โดย : นพ.พีระพัฒน์ มกรพงศ์

           ลิ้นหัวใจรั่ว เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้เหมือนโรคอื่น ๆ และเด็กที่เป็นโรคนี้ก็สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ หากได้รับการดูแลที่ดี ซึ่ง นพ.พีระพัฒน์ มกรพงศ์ ศัลยแพทย์หัวใจและหลอดเลือด สถาบันโรคหัวใจโรงพยาบาลราชวิถี มีคำแนะนำดังนี้…sbobet

 รู้จัก…ลิ้นหัวใจ

           ลิ้นหัวใจของคนเราจะทำหน้าที่เป็นเหมือนวาล์วเปิด-ปิดก๊อกน้ำ ซึ่งเปิดเมื่อเลือดไหลผ่านและจะปิดเพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว วาล์วเปิด-ปิดจะทำงานไม่ปกติ เลือดจึงไหลย้อนกลับทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเหนื่อยง่ายขึ้นsbobet

 สาเหตุที่ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว

           โรคลิ้นหัวใจรั่วในเด็กพบได้ตั้งแต่แรกเกิด หากเฉลี่ยจากเด็กเกิดใหม่ทั่วโลกประมาณ 1,000 คน จะมีเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 คน และใน 8 คนนี้จะเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 5% ซึ่งพบได้จาก 2 สาเหตุ คือ

           1. เกิดจากความพิการของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งมีความพิการได้หลายอย่าง เช่น ลิ้นหัวใจตีบที่เกิดจากกล้ามเนื้อที่ดึงลิ้นหัวใจไม่ปกติ ลิ้นหัวใจรั่วซึ่งอาจเกิดจากมีพยาธิสภาพของลิ้นหัวใจนั้น ๆ หรือรูปร่างของลิ้นหัวใจผิดปกติsbobet

           2. เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก จากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) เริ่มโดยมีอาการคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ และหากรักษาด้วยยาแก้อักเสบไม่ต่อเนื่อง เมื่อติดเชื้อเป็นระยะเวลานาน ๆ หรือบ่อย ๆ จะส่งผลให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบที่ลิ้นหัวใจและเกิดโรคหัวใจรั่วหรือตีบตามมา

           โรคหัวใจรูมาติกนี้ เมื่อก่อนจะพบมากในวัยผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันพบในเด็กอายุน้อยลง ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบในเด็กที่เข้ามารับการผ่าตัด มีอายุประมาณ 9-10 ขวบ และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่อายุเด็กจะลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากเด็กเป็นหวัดและติดเชื้อในคอมากขึ้น ประกอบกับการกินยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง ส่งผลให้เชื้อดื้อยา

 อาการที่พบ

           เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วจะมาด้วยอาการเหนื่อย ๆ เลี้ยงไม่โต น้ำหนักตัวน้อย ปอดแฉะ ติดเชื้อบ่อย

 การตรวจรักษา

           รู้ได้ด้วยการพาไปพบกุมารแพทย์โรคหัวใจ เพื่อตรวจดูความผิดปกติและฟังเสียงหัวใจ ถ้ามีเสียง “เมอเมอ (Murmur)” หรือ “ฟู่” แสดงว่าหัวใจผิดปกติ เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ้นหัวใจด้วย

           หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจเพื่อยืนยันอย่างละเอียด ด้วยการทำเอคโค่ (Echocardiogram) ซึ่งเป็นการตรวจที่สามารถบอกลักษณะความรุนแรงของลิ้นหัวใจได้ดีที่สุด

           หลังจากแพทย์ตรวจเรียบร้อยแล้วก็จะวางแผนการรักษาต่อไปตามความเหมาะสม ถ้ารักษาด้วยยาได้ก็ใช้ยา เพราะการซ่อมลิ้นหัวใจในเด็กทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นมากก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจ

           การผ่าตัดลิ้นหัวใจเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจสามารถทำได้ แต่หากลิ้นหัวใจมีพยาธิจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจต่อไป

 การป้องกัน

           ถ้าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วที่เกิดจากความพิการแต่กำเนิดจะไม่สามารถป้องกันได้ แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อรูมาติก สามารถป้องกันได้ โดยการรักษาโรคติดเชื้อในลำคอให้หายเป็นปกติ ด้วยการทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

 พ่อแม่ต้องระวัง!

           1. เนื่องจากเด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะชอบทานขนมกรุบกรอบที่มีเกลือแอบแฝงอยู่ ความเค็มจากขนมเหล่านี้จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น บวมน้ำ และลิ้นหัวใจรั่วมากขึ้น ดังนั้น พ่อแม่จะต้องระมัดระวังไม่ปล่อยให้เด็ก ๆ กินขนมกรุบกรอบ

           2. ปัจจุบันพบเด็กเป็นโรคหัวใจรูมาติกเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เด็กมีอาการเป็นหวัด เจ็บคอ พ่อแม่จะต้องหมั่นดูแลเป็นอย่างดี ต้องทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง เพราะถ้าเชื้อไม่หมด จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ และส่งผลให้เป็นโรคหัวใจรูมาติกได้

ช่วยลูกกำจัดความกลัว ทำได้ไม่ยาก sbo

01_702

ช่วยลูกกำจัดความกลัว (M&C แม่และเด็ก)

         Phobia คือ กลุ่มอาการของโรคความกลัว กลัวโน่นนี่นั่นไปหมด มีสาเหตุบ้าง ไร้สาเหตุบ้าง ตามแต่ลักษณะของบุคคล โรคกลัวเกิดได้ตั้งแต่วัยทารก ทว่าลูกยังพูดไม่ได้ บอกพ่อแม่ไม่ได้ ก็อาจไม่ได้สังเกต เช่น กลัวคนแปลกหน้าไม่ยอมให้ใครอุ้ม กลัวเสียงดัง กลัวสัตว์แปลก ๆ เมื่อหัดเดินก็อาจจะกลัวหกล้ม หรือตกจากที่สูง และเวลาที่ลูกกลัว เค้าจะหันหน้าหนี หรือถอยหนีและร้องไห้ กระทั่งเข้ามาซุกอกพ่อแม่คนใดคนหนึ่งเพื่อขอความช่วยเหลือsbo

 ความกลัวนี้มีที่มา

         การที่ลูกแสดงอาการกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ต้องย้อนดูสาเหตุที่มา อย่างแรกเลยคือ ความเครียด จากเรื่องเรียนหรือไม่ จากปัญหาต่าง ๆ ภายในบ้านหรือไม่ หรือเขามีบุคลิกชอบอยู่คนเดียว ปิดกั้นตัวเอง ไม่ค่อยคุยกับใคร แม้แต่พ่อแม่ ความเครียดจะเพิ่มพูนง่ายกว่าเด็กปกติ และถ้าภายในบ้าน เป็นบ้านที่มักทะเลาะเบาะแว้ง ใช้เสียงดังตะโกนคุยกัน หรือนำปัญหารอบด้านเข้าบ้าน เด็กย่อมมีความเครียดและแสดงอาการตื่นตระหนกกลัวอย่างเห็นได้ชัด ตรงนี้เป็นปัญหาจากภายนอก ที่ไม่ใช่แก้ที่เด็ก แต่ต้องแก้ที่คุณ แก้ที่ครอบครัว และค่อยมาแก้ที่ลูก

 ฝังใจจำบางประสบการณ์sbo

         เมื่อส่งเขาเข้าเรียน เมื่อลูกออกวิ่งไปเล่นนอกบ้าน ช่วงเวลาที่คุณห่างลูก เขาอาจเผชิญปัญหาบางอย่างมา แล้วไม่กล้าบอกพ่อแม่ เก็บสะสมไว้ กลายเป็นอดีตฝังใจ เช่น ถูกกลั่นแกล้ง ข่มขู่ หรือเคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง จนเกิดเป็นความหวาดกลัวต่อสิ่งนั้น ตรงนี้ต้องค่อย ๆ แก้ ต้องเข้าหาลูกมากขึ้น ความใกล้ชิด ทำกิจกรรมร่วมกัน จะช่วยเปิดใจของเขา แต่ถ้าลูกไม่ยอมบอก บางครั้งคุณอาจต้องคาดเดาหรือสอบถามจากผู้อื่น เช่น ครูที่โรงเรียน เพื่อน ๆ ของลูก หรือจากพฤติกรรมของลูกsbo

         แล้วต้องแก้ไขอย่างไร ? ความกลัวอันก่อเกิดจากประสบการณ์ที่เลวร้าย ต้องค่อย ๆ แก้ แก้รวดเดียวยาก สำหรับเด็ก ๆ ดีหน่อยตรงที่เขาลืมง่าย แต่ยิ่งโต เขาก็ยิ่งจำ ดังนั้นต้องเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้เขา พาลูกไปเที่ยว พาไปผ่อนคลาย ใช้เวลาอยู่ร่วมกันพ่อแม่ลูก เปิดอกพูดคุยกัน ให้ประสบการณ์ที่ดีปิดทับประสบการณ์ที่เลวร้าย ความกลัวต่อสิ่งนั้น ๆ จะคลายลง แต่อาจไม่ทั้งหมด ต้องใช้เวลา

 อย่าซ้ำเติมความกลัวของลูก

         “จะกลัวอะไรนักหนา” “มันมีอะไรน่ากลัวนัก” “ไม่เห็นจะน่ากลัว ใคร ๆ เค้าก็ไม่กลัวกัน” เมื่อพ่อแม่พูดประโยคนี้หรือคล้าย ๆ กันนี้กับลูก เมื่อนั้นจะยิ่งเป็นการตอกย้ำ ทำให้เขาคิดว่าตัวเองประหลาด และไม่ได้ช่วยให้เขาลดความกลัวลงเลย

         อย่างที่บอก ความกลัวส่วนใหญ่มีที่มา แต่ก็มีความกลัวหรือ Phobia บางลักษณะที่เป็นโดยไร้สาเหตุ ต้องแยกให้ออกว่าความกลัวของลูกนั้นเป็นลักษณะใด ถ้ามีที่มา ก็ต้องหาสาเหตุและช่วยเขาแก้ แต่ถ้าเป็นความกลัวแบบไร้สาเหตุ ก็ต้องดูว่าความกลัวนั้น ๆ มีผลเสียต่อเขามากน้อยแค่ไหน เช่น เด็กบางคนกลัวกระต่าย กลัวแบบไร้สาเหตุ ไม่ยอมจับ ยอมอุ้ม ยังไงก็กลัว อันนี้ถ้าไม่แก้ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้ากลัวความมืด ลุกไปห้องน้ำทีเรียกที อันนี้ก็ต้องแก้ อย่าปล่อยให้กลัวจนโต

         ยังมีความกลัวอีกมากมายที่ลูกกำจัดไม่หมด และอาจจะมีมาอีกเรื่อย ๆ เมื่อเขาโตขึ้น ทุก ๆ ความกลัว เขาต้องการตัวช่วยเสมอ และคุณคือตัวช่วยที่ลูกต้องการ

 แยกแยะ “โรคกลัว” ของลูก

         ทางการแพทย์ได้จำแนกโรคกลัวแบ่งเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่

          1. Agora phobia ความวิตกกังวลอย่างหนักในที่สาธารณะที่ทำให้การหลบหนีเป็นไปได้ยาก เช่น กลัว การเดินบนสะพาน กลัวการไปในที่สาธารณะ

          2. Social phobia ความกลัวที่มีมากกว่าความขี้อาย คนกลุ่มนี้จะมีความวิตกกังวลอย่างหนักในการแสดงออกในสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่ออยู่ในสังคมมากกว่าความขี้อายธรรมดา เช่น กังวลตลอดเวลาว่าคนอื่นจะมองตนเองอย่างไร จนไม่กล้าแสดงออกหรือไม่กล้าออกมายังที่สาธารณะ

          3. Specific phobia ความกลัวที่เกิดจากวัตถุหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น การกลัวที่แคบ กลัวการอยู่ในลิฟต์หรืออุโมงค์ จะแสดงออกชัดเจนว่ารู้สึกอึดอัดทรมานและต้องการหาทางออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ให้ได้อย่างเร็วที่สุด

         อย่างไรก็ดี ที่จำแนกนี้ยังแยกย่อย “โรคกลัว” ไปได้อีกหลายกลุ่ม ตามพฤติกรรมหรือวัตถุสิ่งของหรือสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความกลัว เช่น กลัวความสูง กลัวการอยู่ในเครื่องบิน กลัวฟ้าร้องฟ้าผ่า กลัวเลือด กลัวเข็มฉีดยา กลัวผีมีทั้งลักษณะที่มีสาเหตุและไม่มีสาเหตุ ต้องสังเกตและทำความเข้าใจ อย่างน้อยที่สุดถ้าเป็นไปได้ คงไม่มีใครอยากแสดง “ความกลัว” ออกมา ถ้าไม่รู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งนั้นจริง ๆ

 สอนลูกให้ “กล้า” เพื่อชนะความกลัว

         ความกลัวนั้นมีที่มาจากหลายสาเหตุ หลายปัจจัย แต่ไม่ว่าจะเป็นความกลัวในรูปแบบใด วิธีเอาชนะความกลัวนั้นก็เริ่มต้นมาจาก “ความกล้า” การจะเพิ่มความกล้าให้ลูกได้นั้น นอกจากชื่นชมให้กำลังใจเค้าแล้ว ในวัยเด็กเค้าเองก็ต้องการ “มือ” ของพ่อแม่เพื่อนำทางด้วย และเค้าจะอุ่นใจมากกว่า ถ้าพ่อแม่อยู่ด้วยเสมอในเวลาที่เค้าต้องการ ดังนั้นเพื่อกระตุ้นความกล้าให้ลูก คุณควรเริ่มต้นจากการชวนลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เล่นกีฬา เข้าครัวด้วยกัน ปลูกต้นไม้ ไปว่ายน้ำ ไปเที่ยวนอกบ้าน นั่งรับประทานอาหาร พูดคุยกัน ส่วนจะสอนให้ลูกกล้าแสดงออกในทางใด ดูจากตัวเค้าเป็นหลัก อย่าดูเพียงที่ความต้องการของคุณ ค่อย ๆ เติมความเชื่อมั่น ความมั่นใจ และความอบอุ่น สิ่งเหล่านั้นจะก่อเกิดเป็นความกล้าเอาชนะความกลัวต่าง ๆ ให้ลูกได้

7 พฤติกรรม ที่พ่อแม่มักทำพลาดกับลูก ๆ แทงบอลออนไลน์

01_119

เด็กในวัยกำลังโตถือได้ว่าจะเรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมต่างๆที่เราสื่อออกไปได้มากที่สุด  เด็กที่กำลังโตนั้นเรียกได้ว่าเปรียบเหมือนผ้าขาวที่พับไว้อยูที่ผู้ใหญ่อย่างพ่อแม่จะต้องการให้ผ้าที่พับไว้เรียบร้อยหรือเปื้อนสีมีประสบการณ์ชีวิตหรือจะให้เป็นสีดำไปเลยก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่และปัจจัยต่างๆรอบข้างแทงบอลออนไลน์  เด็กบางคนอาจจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่แต่ยังสามารถแยกแยะออกระหว่างสิ่งที่ถูกและผิดได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสอนและอบรมเลี้ยงดูของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วละครับว่าต้องการามห้เด็กโตมาเป็นอย่างไร เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ที่จะดูและคุณหรือไม่ดูแลคุณยามแก่เฒ่าก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณปลูกฝังและพร่ำสอนในวัยเด็กครับ

1. ดูแลเกินความจำเป็น

           เข้าใจว่าพ่อแม่ก็ย่อมรักลูก และไม่อยากให้ลูกตกอยู่ในความลำบาก จึงทำทุกอย่างให้เขาจนเขาแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเอง หรือต้องช่วยตัวเองเลยสักครั้ง แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้อยู่กับเขาไปตลอด เพราะฉะนั้นฝึกให้เขาออกไปเผชิญโลกภายนอก เรียนรู้การดูแลตัวเองและช่วยเหลือตัวเองให้ได้ดีกว่าครับแทงบอลออนไลน์

 2. ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับธรรมชาติของวัยเขา

           โลกสมัยนี้หมุนเร็วกว่าความคิดของเรา เพราะฉะนั้นอาจจะมีบางพฤติกรรมและความคิดของลูก ๆ ที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่เห็นด้วยเอาซะเลย ลองกลับมานั่งทบทวนกับตัวเองใหม่ก่อนค่ะ ตอนคุณอายุเท่าเขาคุณรู้สึกอย่างไรที่พ่อแม่ไม่เข้าใจ เขาก็คงรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน จะดีกว่าหรือเปล่าถ้าปล่อยตัวเองให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แล้วลองคิดในมุมของเขาดู คุณอาจจะเข้าใจเขามากขึ้น ปรับทัศนคติเสียใหม่ ก่อนที่ลูกจะคิดต่อต้านและหันหลังให้พ่อแม่ไปเลย

 3. ใส่ใจไม่ถูกทางแทงบอลออนไลน์

           ยุคนี้เป็นยุคแห่งการแข่งขัน พ่อแม่ก็เลยต้องหยิบยื่นสิ่งที่คิดว่าดีให้กับลูก แค่เรียนในห้องอย่างเดียวคงไม่พอ เลยต้องส่งให้เขาไปเรียนพิเศษอีกสารพัด จนทำให้เวลาของครอบครัวลดลงไปทุกที ๆ เจอหน้ากันวันละไม่กี่นาที กินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันสัปดาห์ละไม่กี่หน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องนั่งทบทวนแล้วล่ะค่ะ ว่าสิ่งที่ครอบครัวต้องการจริง ๆ คืออะไร บางทีอาจจะค้นพบว่า ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการได้มีเวลาร่วมกันก็ได้

 4. ลงโทษเกินกว่าเหตุ

           เวลาที่ลูกทำผิด การลงโทษก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่เขาควรได้รับ แต่ก็ควรจะเลือกวิธีลงโทษให้เหมาะสมกับวัยและความผิดที่เด็กทำด้วย อย่าจัดหนักใส่เขาด้วยวิธีการตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างถ้าเขาเล่นซนจนทำของหล่นแตก ก็ควรจะแค่ตักเตือนเขาก่อนในตอนแรก แต่ถ้ายังมีครั้งต่อไป ก็ลองยื่นเงื่อนไขให้เขา เช่น ต้องรดน้ำต้นไม้เป็นเวลา 1 อาทิตย์ เพื่อชดใช้กับของที่เขาทำเสียหาย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ของสังคมในวันที่เขาโตขึ้นนั่นเอง

 5. ระบายอารมณ์ใส่ลูก

           ไม่ว่าจะหงุดหงิดอะไรมาจากข้างนอกบ้าน ก็ไม่สมควรจะมาระบายอารมณ์ไม่ดีเหล่านั้นใส่ลูกและคนในครอบครัว แม้เขาจะทำในสิ่งที่ทำให้คุณหงุดหงิดเพิ่มขึ้นอีกก็ตาม สิ่งที่ควรทำในเวลาแบบนี้ก็คือ การสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วมองหน้าลูกให้ชัด ๆ อีกครั้ง ดึงสติตัวเองกลับมาให้ได้ว่าที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือลูก คือคนในครอบครัว และไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องมารองรับอารมณ์โกรธของคุณเลยสักนิด 

 6. ปล่อยให้เขาตัดสินใจโดยลำพัง

           การต้องตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองโดยไม่มีคนช่วยคิด สำหรับเด็กอาจจะเป็นเรื่องที่กดดันและเครียดจนเกินไป แม้การตัดสินใจนั้นอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ก็ตาม อย่าลืมว่าการเรียนรู้ที่ดีต้องมาพร้อมกับเวลาที่เหมาะสมด้วยครับ

 7. คาดหวังมากเกินไป

           ไม่จำเป็นว่าต้องเรียนเก่งหรือต้องเป็นเลิศในทุกเรื่อง ถึงจะประสบความสำเร็จได้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตจนมีชื่อเสียงได้ โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้มีการศึกษาสูงเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเลิกโยนความหวังของคุณให้เขาแบกรับไว้ แล้วปล่อยให้เขาได้แสดงศักยภาพที่เขามีอย่างเต็มที่ การมีอิสระจะทำให้เขาทำทุกอย่างได้ดีโดยอัตโนมัติครับ

           อย่างไรก็ดีความรักที่ให้กับเด็กก็ควรให้แต่ความพอดี ไม่ควรควรให้แบบตามใจอยากได้อะไรก็ได้ไม่รู้จักถึงความอดทนในการใช้ชีวิตเพราะโตไปอาจจะอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้ยากนะครั